1 2 3 4

ทนายคดีฉ้อโกง

ทนายคดีฉ้อโกง

โทรปรึกษาทนายคดีฉ้อโกง 083-884-3287LINE: narongsaklaw30

ทนายคดีฉ้อโกง | ถูกแจ้งความ–ได้รับหมายศาล ปรึกษาทนายด่วน

ถูกแจ้งความ / ถูกกล่าวหา / ได้รับหมายเรียกคดีฉ้อโกง ปรึกษาทนายได้โดยตรง

คดีฉ้อโกง คือ ผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาทุจริต โดยการหลอกลวง ด้วยการแสดงข้อความเท็จ หรือปกปิดความจริง (ที่ควรจะแจ้ง) มาตั้งแต่แรก

ผลของการหลอกลวง ทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหายหรือบุคคลที่สาม หรือทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ

 

ฉ้อโกงเป็นความผิดยอมความได้ ผู้เสียหายต้องแจ้งความร้องทุกข์หรือฟ้องคดีเอง ภายใน 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นคดีขาดอายุความ ตาม ป.อ.มาตรา 96 แต่เมื่อได้ร้องทุกข์แล้ว ก็สามารถฟ้องคดีได้ภายใน 10 ปี

ยกเว้น ฉ้อโกงประชาชน ตาม ป.อ.มาตรา 343 ยอมความไม่ได้ เพราะไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้ผู้เสียหายบางคนมีการยอมความแล้ว ก็ไม่ทำให้คดีอาญาระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(2)

 

อัตราโทษ

1. ฉ้อโกง ทั่วไป ป.อ. มาตรา 341 : จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ฉ้อโกง ด้วยกลอุบาย ป.อ. มาตรา 342 : จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ฉ้อโกง ประชาชน ป.อ. มาตรา 343 : จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

 

หลักการพิจารณาดูว่า ฉ้อโกงกับผิดสัญญาทางแพ่ง

: ขณะทำสัญญาหรือให้คำรับรอง จำเลยมีเจตนาที่จะปฏิบัติตามสัญญาหรือคำรับรอง นั้น หรือไม่ ถ้ามีเจตนาที่จะปฏิบัติตามสัญญาหรือคำรับรอง แม้ภายหลังไม่อาจปฏิบัติตามได้ ไม่ว่าเหตุใด ๆ ไม่ถือเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง แต่หากขณะจำเลยทำสัญญามีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่แรกที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญา คงอาศัยสัญญาเป็นเครื่องมือให้ผู้ปกครองทรัพย์ส่งมอบทรัพย์ให้ การกระทำนั้นเป็นความผิดฉ้อโกง ตามมาตรา 341

 

ตัวอย่าง คำพิพากษาศาลฎีกา ที่น่าสนใจ

ประเด็น : หลอกลวงนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ไปทำสัญญาเช่า เป็นความผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21183/2556

   การที่จำเลยแอบอ้างขอสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจากผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 15 โดยอ้างว่าจะนำไปเข้าร่วมโครงการต่อต้านยาเสพติดให้โทษ แต่กลับนำไปใช้เป็นเอกสารยื่นคำขอและทำสัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กับผู้เสียหายที่ 16 การกระทำของจำเลย จึงเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และฐานฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 188 และ 341

 

ประเด็น : เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว แต่ไม่บอกผู้ให้กู้ทราบ ถือเป็นความผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1334/2555

   แม้ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 61 วรรคสอง บัญญัติให้มีการประกาศโฆษณาคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวันไม่น้อยกว่าหนึ่งฉบับก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิได้บัญญัติไว้ด้วยว่า เมื่อได้มีการประกาศโฆษณาดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าบุคคลภายนอกทุกคนต้องทราบคำพิพากษานั้น และมิได้ระบุถึงผลของการประกาศโฆษณาโดยแจ้งชัด ซึ่งตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้พออนุมานได้ว่าประสงค์จะให้การประกาศโฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า บุคคลภายนอกทราบคำพิพากษาให้ล้มละลายที่ประกาศโฆษณาแล้วหรือไม่เท่านั้น ดังนี้ ผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลภายนอกอาจไม่ทราบถึงคำพิพากษาให้ล้มละลายก็ได้

   จำเลยที่ 1 ขอกู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย และให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินดังกล่าว โดยจำเลยที่ 2 ร่วมปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ผู้เสียหายว่า จำเลยที่ 1 ตกเป็นบุคคลล้มละลายแล้วก่อนที่จะทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายเข้าใจว่า จำเลยที่ 1 สามารถทำสัญญากู้ยืมเงินและมีผลบังคับตามกฎหมายได้ จึงตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน และได้มอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสองไป การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 แล้ว จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง

 

ประเด็น : แม้มีเจตนาทุจริตที่เกิดขึ้นภายหลังรับมอบทรัพย์สินแล้ว จะไม่ผิดฐานฉ้อโกง แต่หากมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์สินนั้นเป็นของตน ก็อาจมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11465/2554

   จำเลยเป็นคนนำรถเกรดถนนของ ส. ที่ฝากไว้แก่ผู้เสียหายไปจากความครอบครองของผู้เสียหาย ตามที่ผู้เสียหายแจ้งให้จำเลยเคลื่อนย้ายไปจากปั้มแก๊สของผู้เสียหาย เป็นกรณีที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทรัพย์ส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยด้วยความสมัครใจ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

   แม้จำเลยรับรถเกรดถนนไปเพราะได้รับความยินยอมจากผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องนำรถเกรดถนนไปคืนแก่ทายาทของ ส. การที่จำเลยไม่นำไปคืน แต่กลับนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนด้วยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งๆ ที่ไม่ใช่รถเกรดถนนของตน ถือได้ว่าเมื่อจำเลยรับรถเกรดถนนไว้ในครอบครองแล้ว จำเลยมีเจตนาทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 แต่เป็นความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก

   ผู้จัดการมรดกของ ส. รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดและร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่ามีการร้องทุกข์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96

   โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้อง ก็ไม่ใช่ข้อแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญและจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

 ประเด็น : การหลอกหลวงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต (ไม่แน่นอน) เป็นเพียงการคาดเดา ไม่ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ความผิดนี้ต้องหลอกลวงในสิ่งที่เกิดในอดีตหรือปัจจุบัน เท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2067/2548

   จำเลยชักชวนโจทก์เข้าร่วมลงทุนในบริษัทของจำเลย โดยให้โจทก์ซื้อหุ้นในบริษัทของจำเลย 3,000 หุ้น เป็นเงิน 300,000 บาท และโจทก์ได้ชำระเงินให้จำเลยรับไปแล้ว โดยจำเลยสัญญาว่า เมื่อชำระแล้วจะโอนหุ้นในบริษัทของจำเลยให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยมาขอเงินจากโจทก์อีก 58,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในบริษัทและจะชำระเงินคืนเป็นหุ้นให้ โจทก์จึงจ่ายเงินให้จำเลยไป ซึ่งรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 358,000 บาท การที่จำเลยชักชวนโจทก์ให้ซื้อหุ้นในบริษัทของจำเลย เป็นเพียงคำรับรองที่จำเลยจะปฏิบัติในอนาคตขณะให้คำรับรองดังกล่าวยังไม่ถึงกำหนดเวลาที่จำเลยจะปฏิบัติตามคำรับรอง จึงไม่ใช่ความเท็จ นอกจากนั้นตามบัญชีผู้ถือหุ้น ก็ปรากฏว่าจำเลยมีหุ้นอยู่ในบริษัทดังกล่าวจำนวนถึง 9,940 หุ้น แสดงว่ามีหุ้นอยู่จริง มิได้หลอกลวงโจทก์ การที่จำเลยไม่โอนหุ้นให้แก่โจทก์ จึงเป็นการผิดสัญญาในทางแพ่งเท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3074/2539

   ความผิดฐานฉ้อโกงผู้กระทำความผิดต้องกระทำโดยการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม การที่จำเลยชวนโจทก์ร่วมซื้อคอนโดมิเนียมตึกแถวและที่ดินโดยยืนยันว่าอีก 4 เดือนจะมีผู้ซื้อต่อการที่จำเลยให้ผู้เสียหายทำพิธีเสริมดวงและเรียกค่าครูโดยยืนยันว่าจะทำให้ดวงดีขายตึกแถวที่ดินได้หรือบุตรจะมีบุญบารมีสูงกว่าบิดามารดาผู้เสียหายกับสามีจะไม่ต้องหย่ากัน ล้วนเป็นคำยืนยันเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนทั้งสิ้นคำยืนยันดังกล่าว ไม่ใช่คำหลอกลวง แต่เป็นคำคาดการณ์ที่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายเข้าทำพิธีตามคำแนะนำและเสียค่าใช้จ่าย จึงมิได้เป็นผลจากการหลอกลวงการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

ปรึกษาทนายคดีฉ้อโกง

คดีฉ้อโกงไม่ควรพิจารณาเพียงว่า “มีการรับเงินแล้วไม่คืน” เพราะประเด็นสำคัญอยู่ที่การหลอกลวง ความสัมพันธ์ระหว่างการหลอกกับการมอบทรัพย์ และโดยเฉพาะ เจตนาทุจริตในขณะที่ได้ทรัพย์สิน

หากคุณเป็นผู้เสียหาย ต้องการแจ้งความหรือดำเนินคดี หรือเป็นผู้ถูกกล่าวหา ได้รับหมายเรียก หรือถูกฟ้องคดีฉ้อโกง ควรนำเอกสาร สัญญา หลักฐานการโอนเงิน และบทสนทนาที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบก่อนกำหนดแนวทางคดี

ปรึกษาคดีฉ้อโกง / ถูกแจ้งความ / ได้รับหมายเรียก / ถูกฟ้องคดีฉ้อโกง

โทร 083-884-3287

ให้บริการตรวจสอบข้อเท็จจริง วิเคราะห์องค์ประกอบความผิด เตรียมเอกสารและแนวทางดำเนินคดีสำหรับทั้งฝ่ายผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหา